Monday, October 27, 2014

การพักขาระหว่างปั่นจักรยาน

โดยพื้นฐานการปั่นจักรยาน ยิ่งออกแรงคงที่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถนอมพลังงานมากเท่านั้น เพราะพลังงานเสียไปมากที่สุดเวลา "เร่งความเร็ว"  จะเร่งมาก เร่งน้อย ก็ยิ่งเปลื้องพลังงาน เพราะฉะนั้น ความลดการปั่นไป ฟรีขาไป เพื่อพักขาไปในตัว 

Final Fatasy III - World Map

Final Fantasy III World Maps
Floating Continent
1-Altar Cave
2-Ur
3-Kazus
4-Cid's Airship
5-Castle Sasune
6-Sealed Cave
7-Canaan
8-Dragon's Peak
9-Healing Copse
10-Tozus
11-Viking's Cove
12Nepto Temple
13-Tokkul
14-Gulgan Gultch
15-Village of the Ancients
16-Tower of Owen
17-Dwarven Hollows
18-Molten Cave
19-Hein's Castle
20-Castle Argus
21-Gysahl Village
22-Bahamut's Cave
23-Lake Dohr
A-Chocobo Forest
World 2A
1-Floating Continent
2-Wrecked Ship
3-Temple of Water
4-Cave of Tides
World 2B
1-Amur
2-Goldor Manor
3-Castle Sarona
4A-Northwest Sarona
4B-Northeast Sarona
4C-Southwest Sarona
4D-Southeast Sarona
5-Doga's Manor
6-Ancient Ruins
7-Cave of Shadows
8-Ancient's Maze
Crystal Tower
10-Duster
11-Replito
12Doga's Village
13-Falgabard
14-Unei's Shrine
World 2 Underwater
1-Temple of Time
2-Sunken Cave
3-Doga's Village
4-Saronia Catacombs
5-Secret Dungeon (DS)

Sunday, October 26, 2014

การปั่นจักรยานกับการเต้นของหัวใจ

ใครๆก็มีหัวใจเหมือนๆกัน ทำไมบางคนออกกำลังเพียงชั่วครู่ก็เหนื่อยแทบขาดใจ แต่บางคนเห็นตั้งหน้าตั้งตาปั่นจักรยานเหมือนกับแก้บนทีละ 2 ชั่วโมงยังดูแค่เหนื่อยนิดๆ หากเป็นสมัยก่อนยังไม่มีใครสนใจนักว่าคนที่เล่นกีฬาสามารถฝึกให้ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกหัวใจแต่ใช้วิธีใจถึง จนในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาวิทยาศาสตร์การกีฬาได้เข้ามามีส่วนช่วยให้นักกีฬาเก่งขึ้น สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ค้นพบคือหัวใจที่ผ่านการฝึกมาอย่างถูกต้อง เป็นขั้นเป็นตอนไม่หักโหมก็จะแข็งแรงขึ้นทีละน้อย ในที่สุดผู้ที่เคยขี่จักรยานเพียงยี่สิบนาทีแล้วนอนหอบแทบเป็นแทบตาย ก็จะขี่จักรยานได้นานขึ้น หากฝึกต่อไปเรื่อยๆก็จะขี่ได้ไกลขึ้นและเร็วขึ้น นักจักรยานที่ขี่ได้ดีอยู่แล้วก็มีโอกาสทำได้ดีขึ้นอีก แล้วนักจักรยานอย่างเราจะฝึกให้หัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร คงต้องมาติดตามดูกันจากนี้ไป จากการค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้แบ่งการทำงานของหัวใจเป็นโซน ซึ่งแต่ละโซนนั้นแบ่งเป็นค่าเปอร์เซนต์ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจที่แต่ละช่วงของอายุ ทำใจไว้เลยครับว่าทุกๆปีที่อายุมากขึ้นก็จะทำให้ตัวเลขอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจลดลงอย่างน้อย 1 ครั้งต่อนาที เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่าสังขาร ทุกคนหนีไม่พ้น Zone 1
เป็นโซนที่อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 60%-70% บางครั้งเราเรียกกันว่า Recovery zone หรือโซนสำหรับผ่อนคลาย ผู้ที่เริ่มออกกำลังมือใหม่ควรจะควบคุมตนเองให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในโซนนี้ ซึ่งเป็นโซนที่สร้างความทนทานขั้นพื้นฐานรวมทั้งขีดความสามารถของแอโรบิคเบื้องต้น หลังจากวันที่ฝึกซ้อมหนักหน่วงแล้วนักจักรยานควรจะใช้ประโยชน์จากโซนนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้พลังงานหลักจากไขมันแล้วยังเป็นการเติมไกลโคเจน (glycogen) ซึ่งถูกใช้ไปในระหว่างการฝึกซ้อมหนักหรือการแข่งขันให้กับกล้ามเนื้อได้ดี Zone 2 
เป็นโซนที่อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 70%-80% เรียกกันคุ้นหูว่า โซนแอโรบิค การฝึกในโซนนี้เป็นการการฝึกร่างกายให้เรียนรู้การลำเลียงออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อและผ่องถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการพัฒนาให้ดีขึ้น เมื่อนักจักรยานฟิตมากขึ้นและแข็งแรงขึ้น ก็จะสามารถออกขี่จักรยานระยะทางไกลในช่วงวันหยุดได้ โดยคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่ประมาณ 75% นอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีมากแล้วยังเพิ่มขีดความสามารถทางแอโรบิคได้ดีขึ้นเรื่อยๆ Zone 3 
เป็นโซนที่ค่อนข้างจะหนักหน่วงขึ้นเพราะหัวใจจะทำงานอยู่ที่ระดับ 80%-90% ถ้านักจักรยานไม่มีพื้นฐานการฝึกซ้อมที่ดีพอแล้วข้ามขั้นมาบริเวณนี้บ่อยๆอาจเกิดอาการโอเวอร์เทรนด์ได้ง่ายๆ การฝึกในระดับนี้เป็นการฝึกเพื่อหาและพัฒนาระดับความทนทานของกล้ามเนื้อต่อกรดแลคติคที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานของกล้ามเนื้อ การฝึกในระดับนี้แทบจะไม่ใช่ไขมันในการเผาผลาญให้เกิดพลังงานเลย แต่ร่างกายจะใช้ไกลโคเจนที่นักจักรยานจะสะสมในกล้ามเนื้อจากการฝึกเบื้องต้นต่างๆเป็นระยะเวลานานๆเป็นแหล่งพลังงานหลัก ลองนึกภาพดูว่าเราพยายามปั่นจักรยานตามคนที่ขี่ได้เร็วกว่าเรามาก หรือปั่นจักรยานขึ้นเขา จะมีอยู่จุดหนึ่งที่เราเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างหนัก จนเราต้องถอยออกมา จุดนี้เป็นจุดที่ร่างกายไม่สามารถลำเลียงกรดแลคติคออกจากกล้ามเนื้อได้เร็วพอ เราเรียกจุดนี้ว่า อานาโรบิค เธรชโชลด์ (AT หรือ Anarobic Threshold) ไม่ต้องตกใจว่าพอขึ้นเขาไปได้สักสองสามร้อยเมตรแล้วจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด หรือปั่นตามนักจักรยานเร็วๆได้เพียง 4-5 นาทีก็หลุดกลุ่ม พวกที่ขึ้นเขาเก่งๆหรือพวกที่ปั่นกันเร็วๆก็เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนทั้งนั้น แต่ต้องผ่านการฝึกฝนตามขั้นตอนที่ถูกต้องและระมัดระวัง ร่างกายก็จะปรับตัวทีละน้อยให้ยืดจุด AT ออกไปให้นานขึ้นได้ Zone 4 
โซนสุดอันตรายหรือที่นักจักรยานบางคนเรียกกันว่า เรดโซน (Red zone) ไม่ต้องกล่าวถึงก็คงทราบว่าหัวใจจะทำงานหนักมากอยู่ที่ระหว่าง 90%-100% การฝึกในโซนนี้หรือไม่ว่าจะทำอะไรอย่างไรจะใช้เวลาเพียงสั้นๆแบบอินเทอวัล (Interval) เท่านั้น การฝึกกล้ามเนื้อที่ยืดหดตัวเร็วจะฝึกกันในโซนนี้ แต่ต้องฝึกอย่างถูกวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ แน่นอนว่าผู้ที่จะหาญเข้ามาฝึกในโซนนี้จะต้องฟิตมากพอตัว สิ่งที่นักจักรยานที่ต้องการเพิ่มความน่าสนใจกับการออกกำลังควรจะมีคือ เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งทุกวันนี้มาในหลายรูปแบบทั้งแบบที่ใส่ข้อมือเหมือนนาฬิกา และแบบที่มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์วัดความเร็วซึ่งมีผู้ผลิตหลายรายเช่น Bontrager,Cateye,และPolar เป็นต้น คราวนี้สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือศัพท์แสงบางคำหรืออักษรย่อที่จะเห็นบ่อยขึ้น
MHR = Maximum Heart Rate (อัตราการเต้นสูงสุด)RHR = Rest Heart Rate (อัตราการเต้นของหัวใจในสภาวะผ่อนคลาย)WHR = Working Heart Rate (อัตราการเต้นของหัวใจที่ต่ำที่สุดที่มีผลต่อการออกกำลังกาย)THR = Target Heart Rate (เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจของการฝึกซ้อม)BPM = Beat per minute (อัตราการเต้นของหัวใจคิดเป็นจำนวนครั้งต่อนาที)

เราพูดกันถึงอัตราการเต้นหัวใจว่าต้องซ้อมกันกี่เปอร์เซนต์ๆ แล้วมันคืออะไรกัน ในเบื้องต้นเราสามารถคำนวณอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจได้โดยใช้สูตรง่ายๆดังต่อไปนี้220 – อายุ = อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดที่อายุนั้นๆตัวอย่างเช่น นักจักรยานมีอายุ 45 ปี ค่าของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ (MHR) คือ220 – 45 = 175 ครั้ง / นาที 
อันที่จริงแล้วตัวเลขนี้ยังมีความแปรผันได้ตามชนิดกีฬาที่เล่นและพื้นฐานความแข็งแรงของนักกีฬาแต่ละคน ถ้าไม่ซีเรียสนักก็คำนวณค่าเปอร์เซนต์ตรงๆจากตัวเลขเบื้องต้นได้เลยเช่น ต้องการซ้อมใน Zone 1 ก็นำตัวเลข MHR (อัตราการเต้นหัวใจสูงสุด) ซึ่งในกรณีนี้คือ 175 ครั้ง/นาที คูณด้วย 0.6 และ 0.7 ซึ่งตัวเลขที่ได้คือ175 X 0.6 = 105175 X 0.7 = 123 ดังนั้นผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเบาๆในโซนนี้ ควรจะควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างปั่นจักรยานให้อยู่ระหว่าง 105 – 123 ครั้ง/นาที และถ้าซีเรียสมากขึ้นต้องการปั่นที่ Zone 2 เราก็คำนวณได้จาก 175 X 0.8 = 140 ก็หมายความว่าถ้าเราอายุ 45 ปี และต้องการออกกำลังระดับแอโรบิคที่สูงขึ้นมาหน่อย เราควรจะคุมไม่ให้อัตราการเต้นของหัวใจเกิน 140 ครั้ง/นาที เป็นวิธีการง่ายๆครับ ค่าต่างๆที่คำนวณได้เป็นเป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจที่โซนต่างๆ (THR) มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะนึกค้านกันในใจ เอาละครับนักจักรยานหลายคนอาจจะผ่านการฝึกซ้อมหรือผ่านชั่วโมงบินมามากพอสมควร นักจักรยานหรือนักกีฬาประเภททนทานที่มีชั่วโมงบินสูงมักจะมีค่าอัตราการเต้นของหัวใจในสภาวะผ่อนคลาย (RHR) ต่ำกว่าคนปกติ บางคนอาจมีค่า RHR ต่ำเพียง 45 ครั้งต่อนาทีเท่านั้นเมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ออกกำลังบ่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากพวกที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีหัวใจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าปกติ
ค่า RHR หาได้โดยหาที่สบายๆ นั่งพักเอนหลังฟังเพลงเบาๆ ไม่ต้องตื่นเต้นสัก 20 นาที พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด ใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆให้น้อยที่สุด หากมีนาฬิกาข้างฝาที่มีเข็มวินาทีก็จะดี ยิ่งมีเครื่องวัดอัตราการเต้นหัวใจแบบคาดอกติดไว้ยิ่งจะทำให้เราเคลื่อนไหวน้อยลง เมื่อครบ 20 นาทีให้เช็คอัตราการเต้นของหัวใจช่วงนั้น เช็คใหม่อีกครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ยเพื่อใช้ในการคำนวณ เมื่อได้ค่า MHR และ RHR เราสามารถหาค่าของ THR ใหม่ดังมีลำดับการคำนวณเป็นขั้นๆโดยยกตัวอย่างจากค่าของผู้ที่มีอายุ 45 ปี ซึ่งมีค่า RHR 50 ครั้งต่อนาที ดังต่อไปนี้MHR – RHR = WHR(Working Heart Rate) 175 – 50 = 125สิ่งที่เริ่มน่าสนใจคือถ้าบุคคลเดียวกันนี้ต้องการออกกำลังที่ 80% เราต้องคำนวณต่อดังนี้0.8 X 125 = 100THR ค่าใหม่ที่เราจะได้คือ 100 + RHR = 100 + 50 = 150 ครั้ง/นาที ซึ่งมากกว่าการคำนวณแบบเบสิคถึง 10 ครั้ง/นาที ไม่ต้องตกใจว่าคนที่ค่า RHR สูงๆค่า THR อาจจะสูงกว่านี้เล็กน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะตัวเลข 220 ซึ่งเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยที่นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนสุ่มเช็คมาจากกลุ่มวัยรุ่น ทำให้ค่าเฉลี่ยนี้มีความคลาดเคลื่อนอยู่ประมาณ +/- 11 ครั้ง/นาที 
ดังนั้นเพื่อให้การฝึกซ้อมสำหรับนักจักรยานที่ค่อนข้างจะซีเรียสกับพัฒนาการต่างๆ นักจักรยานจึงควรจะคอยเช็คค่า RHR สม่ำเสมอหรือทุกเดือนเพื่อที่จะปรับค่าในการฝึกซ้อมตลอดเวลา 


การปะยาง

อุปกรณ์จำเป็นมีดังนี้
  1. ที่งัดยาง เป็น พลาสติก ใช้ 2 อันยิ่งดี
  2. กาวปะยาง เป็นกาว 3 Kแบบบรรจุหลอด
  3. กระดาษทราบเบอร์ละเอียดๆหน่อย ซัก 1 ตร.นิ้ว
  4. สูบลมแบบใช้มือ (สูบพกพา) 
  5. แผ่นปะยาง 

คำแนะนำ  ติดยางในสำรองไปเลยจะดีกว่า อย่างน้อย 1 เส้น ถ้าแตกก็เปลี่ยนใหม่เลย แล้วค่อยกลับไปปะยางที่บ้าน จะสะดวกมากกว่า

ถ้าไม่กลัวหนักแนะนำ แผ่นรองกันหนามครับ ใส่รองระหว่างยางนอก กับยางใน ช่วยลดอัตราการรั่วได้ครับ 


ขั้นตอนการปะยาง

  1. ถอดล้อที่รั่วออกจากเฟรม
  2. ใช้ที่งัดยางงัดยางนอกออก โดนเลาะไปรอบๆขอบล้อจน ขอบยางนอก ถ้ามี 2 อันจะสะดวก ใช้ อันแรก งัดขอบยางจากนั้นใช้ด้านที่งอ ๆ ไปคล้องไว้กับซี่ล้อ  แล้วค่อยให้อีกอันงั้นต่อจะหลุดง่ายขึ้น
  3. นำยางในออกมาหาจุดที่รั่ว/แตก โดยการใช้สูบลม สูบเข้าไปหาตำแหน่งที่แตกให้เจอ ทำเครื่องหมาย/จำไว้
  4. ใช้กระดาษทราย ขัดบริเวณรอยที่รั่ว เพื่อให้กางยางและแผ่นปะยางยึดติดได้ดีขึ้น ไม่ต้องขัดมากจนกินเนื้อยาง
  5. จากนั้นทำความสะอาด โดยใช้ผ้าเช็ด ฝุ่นออก
  6. ทากาวให้ทั่วบริเวณ รอสักแป๊บให้กาวแห้งหน่อย ๆ แล้วก็ปิดแผ่นปะจากนั้นก็รอจนเริ่มแห้ง
  7. บีบกาวยางละเลงทับบนแผ่นปะอีกที(อันนี้จะช่วยให้ขอบแผ่นปะสนิทกับยางในดีขึ้น)
  8. รอจนกาวแห้งสนิทดี สัก 5 - 10 นาที  ก็ใช้ได้ แต่นานกว่านี้ได้ยิ่งดี
  9. ลองสูบลมเข้าไป สังเกตอาการ


ยางจักรยาน

ก่อนอื่น ขอให้ทำความเข้าใจกับคำ 2 คำนี้ก่อนคือ 
1. tire ก็คือยางนอก มีคำให้ทำความเข้าใจดังนี้ 
1.1 Outer diameter ซึ่งจะเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก วัดจากหน้ายางนอกสุด - หน้ายางนอกสุดด้านตรงข้าม 
1.2 Bead diameter ซึ่งเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางภายในภายใน เป็นบริเวณที่ยางนอกจะไปเกี่ยวหรือสัมผัสยึดติดกับขอบล้อ บางทีก็อาจจะเรียกว่า tire-bead diameter 
1.3 Width หรือ ความกว้างหรือความอ้วนของยางนอก ซึ่งจะเป็นค่าที่วัดเมื่อmount ยางเข้ากับrim และสูบลมแล้ว 

2. Rim หรือ ขอบล้อ มีคำให้ทำความเข้าใจดังนี้ 
2.1 Rim outer diameter ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูกความหมายก็คือ เป็นแค่ approximate rim OD.เท่านั้น 
2.2 bead-seat diameter จะเป็นส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดจากขอบbead seat ของrim ซึ่งbead seat ก็คือส่วนที่จะสัมผัสกับbeadหรือขอบยางด้านในนั่นเอง ดังนั้นยางและขอบล้อที่สวมกันอย่างน้อยสุดนั้น ยางจะต้องมีค่าbead diameter = bead-seat diameter ของrim นั่นเอง 
2.3 Flange คือ ส่วนของขอบล้อที่อยู่สูงขึ้นมาจาก bead seat นั่นเอง 
2.4 Inside-rim width 
( ดูรูปเสริมความเข้าใจก็แล้วกันนะครับ )

คราวนี้เราวกกลับกันมาดูที่ขนาดของยางที่กำลังสับสนและปวดหัวก็คือ ตัวเลขที่มันปรากฏให้เราเห็นมันหมายถึงอะไรกันแน่ เช่น ล้อ 26",700c , 650C , 27 " sizeหรือขนาดเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างความสับสนให้แก่หลายๆคนเลยทีเดียว 
ขนาดของยางที่ใช้กันมาแต่เดิมนั้นจะแสดงด้วย 
1. Nominal outer diameter ของยาง 
2. Width ของยาง 
เช่น 

ยาง MTB ขนาด 26" x 1.75" ก็จะหมายถึงยางที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก( แบบประมาณๆ หรือแต่ในนาม , nominal )เท่ากับ 26" เมื่อใส่เข้าไปกับขอบล้อแล้วสูบลม ยางจะอ้วน 1.75" ( ซึ่งขนาด 1.75" คือ มาตรฐานเดิม ซึ่งจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกใกล้เคียงกับ 26" 

ยาง 700C เป็นมาตรฐานของฝรั่งเศส ซึ่งทางแคนาดาก็ลอกแบบและขนาดไปใช้ แล้วกำหนดขนาดเป็น Canada 28" x 1 ½ " 

ยาง 27" เป็นมาตรฐานของอังกฤษ คือ 27 x 1 ¼ " แต่กลับมีขนาดใหญ่กว่า 700 C เล็กน้อย 

ยาง 650C หรือ USA/26" ซึ่งเป็นยางที่ใช้กับจักรยานไตรกีฬา 

ไปๆมาๆ ก็เลยบอกอะไรกันไม่ได้เลยกับความแน่นอนของขนาดยาง เพราะที่ว่าวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลางภายนอกก็ยังไม่เห็นจะเป็นไปอย่างที่คิด เพราะว่ายาง 27 x 1 ¼ " ของอังกฤษ ก็ดันใหญ่กว่า Canada 28 x 1 ½ " หรือ 700C ไปเสียอีก 

แล้วมาตรฐานมันอยู่ที่ไหนหละ เจ้า ISO หรือ International Standard Organization ก็เข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานของยางและขอบล้อ โดยกำหนดมาเป็นค่า xx-yyy แทน โดยสำหรับ 

ยางนอก 

xx คือ width ของยาง 

yyy คือ Tire-bead diameter

เช่น 20-622 ก็คือยางนอกที่มีความกว้าง 20 mm และมีbead seat diameter 622 mm หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ ยางขนาด 700 x20C นั่นเอง 

ขอบล้อ 


xx คือ ความกว้างของrim ที่วัดระหว่าง flange นั่นเอง 

yyy คือ Seat-bead diameter

แน่นอนว่ายางและขอบล้อที่จะมาใช้ด้วยกันได้นั้นจะต้องมีค่า tire-bead diameter และ seat-bead diameter เท่ากันเสมอ ยางจึงจะเกี่ยวกันได้ แต่ความกว้างของขอบล้อจะแคบกว่าความกว้างของยาง เช่น ยาง 20-622 จะใส่ได้กับขอบ 14-622 เป็นต้น 

คราวนี้มีของแถมมาให้คือ tire-bead diameter ของยางแต่ละขนาดเป็นเช่นไร

ยาง 27" tire-bead diameter = 630 mm , Approximate rim OD = 640 - 644 mm 

ยาง 700C tire-bead diameter = 622 mm , Approximate rim OD = 632 - 636 mm 

ยาง 650C tire-bead diameter = 571 mm , Approximate rim OD = 583 - 587 mm 

ยาง 26" MTB tire-bead diameter = 559 mm , Approximate rim OD = 571 - 575 mm

ก็ยังมีอีกหลายขนาด แต่เป็นขนาดที่พวกเราไม่ค่อยจะได้เห็นกันครับ 

คราวนี้ก็มาแง้มดูยางของเพื่อนๆกันบ้างนะครับ ว่าที่ขอบยางเขียนไว้ว่าอย่างไร ส่วนที่ขอบล้อนั้น เฮ้อ หาดูยาก แล้วยังเขียนตามใจผู้ผลิตอีก ช่างมันเถอะ 
ของผม Panaracer Fire XC pro 1.8" เขียนข้างแก้มยางว่า 45-559 เพื่อนๆเข้าใจแล้วหรือยังครับว่าหมายความว่าอย่างไรกัน 

และจากของแถมที่ให้คงไม่แปลกใจกันแล้วใช่ไหมว่าทำไมV brakeของMTB มันถึงใช้กับขอบ700C ไม่ได้ ส่วนเบรคของ700C กับ 27"นั้น ทำไมถึงมีลุ้น 

รูปภาพ รูปภาพ

บัญญัติ 10 ประการในการปรับรถให้ถูกวิธี

นักจักรยานทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่จะมีปัญหาซ้ำ ๆ กันเหมือน ๆ กันเกี่ยวกับจักรยานที่ตนเองขี่ทุกวัน เกี่ยวกับการปรับรถจะให้เหมาะสมกับการขี่ของตนเองไม่น้อยกว่าการเลือกซื้อจักรยานเท่าไหร่นัก แต่การปรับรถจะเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเลือกซื้อเสียอีก และอะไรคือปัญหาเหล่านั้น เราลองมาดูกันว่าการที่เราจะปรับรถให้ถูกต้องนั้นควรจะทำอย่างไร เพื่อจะได้ประสิทธิภาพในการขี่ที่สูงสุด

ประการแรก ขนาดตัวถัง (Frame Size) ดังที่หลาย ๆ คนได้กล่าวไว้ว่าขนาดตัวถังต้องสมส่วนกับความสูงของผู้ใช้ โดยการทดสอบง่าย ๆ ให้เราใส่รองเท้าจักรยานแล้วขึ้นไปคร่อมตรงกลางของท่อบน ขณะยืนบนพื้นราบถ้าช่วงห่างระหว่างสุดเป้าการเกงกับท่อนบนอยู่ประมาณ 2 นิ้วก็ถือว่าใช้ได้ เพราะสามารถปรับอานให้สูงพอดีได้โดยไม่เกินความยาวของหลักอาน และช่วงความยาวของของตัวถังก็ค่อนข้างจะเอื้ออำนวยให้ช่วงจับแฮนด์เป็นไปอย่างเหมาะสม ที่สำคัญขอเตือนว่าความผิดพลาดขั้นพื้นฐานก็คือการซื้อรถที่ตัวถังใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปจนไม่สามารถแก้ไขให้ขี่ได้อย่างสบาย เพราะฉะนั้นจงอย่าเชื่อผู้ขายที่ไม่มีความรู้ แต่พยายามจะยัดเยียดสินค้าให้กับลูกค้า เพราะนั้นจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ในเวลาต่อมา

ประการที่ 2 ระดับความสูงของอาน เป็นสิ่งแรกที่พึงกระทำและสำคัญที่สุดในการช่วยให้การปั่นจักรยานมีประสิทธิภาพ วิธีปรับความสูงของอานมีอยู่หลายวิธี แต่ถ้าเราจะเอาให้ละเอียดจนต้องวัดกันออกเป็นตัวเลข มีสูตรในการคำนวนดังนี้ 0.888 เป็นตัวคูน ถอดสูตรสำเร็จได้ดังนี้ครับ
ความสูงของอาน = ความยาวของขาด้านใน x 0.888 *** นับจากจุดกึ่งกลางของกะโหลกถึงหลังอาน***
เมื่อได้ตัวเลขมาแล้วก็เอาไปตั้งความสูงของอานแล้วลองขี่ดู ท่านอาจจะต้องปรับความสูงของอานหรือลดลงให้ต่ำ ให้เหมาะสมกับพื้นผิวรองเท้าที่ใช้ในเวลานั้น ถ้าปั่นแล้วรู้สึกว่าสะโพกส่ายไปมา นั้นแสดงว่าอานสูงเกินไป ข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งคือในขณะที่ปั่นถึงจังหวะต่ำสุด หัวเข่าควรงอได้เล็กน้อยเป็นมุมประมาณ 150 -160 องศา ทั้งนี้เพื่อช่วยทรงตัวให้รับแรงกระแทกได้เวลาตกหลุม

ประการที่ 3 ปรับระยะหน้า - หลังของอานและมุมเอียง การปรับนี้ไม่ใช่เพื่อให้ได้ระยะจับมือแฮนด์ที่พอดี แต่เป็นการปรับเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการปั่นสูงสุด วิธีการนี้ก็คือ ขึ้นไปนั่งบนอานที่รถอยู่กับที่ (หาผู้ช่วยมาจับรถไม่ให้ล้ม) สวมรองเท้าจักรยานที่ใส่ในการขี่เป็นประจำ วางปลายเท้าไว้บนลูกบันได้ ให้โคนหัวแม่เท้าอยู่ถึ่งกลางลูกบันได้ในตำแหน่งที่ลูกบันได้ขนานกับพื้น จะสังเกตุง่าย ๆ เห็นว่าปลายหัวเข่าของเราจะทำเป็นมุม 90 องศากับลูกบันได้ โดยสังเกตุจาก หัวเข่ามองเป็นเส้นตรงลงมาที่ลูกบันได้จะเป็นเส้นตรงแนวดิ่ง ทำมุม 90 องศาไปตามแนวนอนกับพื้นราบจากกึ่งกลางของรองเท้าไปยังปลายเท้า ผลกระทบต่อการตั้งอานเป็นอย่างนี้ ถ้าตั้งในตำแหน่งค่อนข้างไปข้างหน้าจะช่วยให้รอบการปั่นสูงในเกียร์ต่ำได้ดี ตรงกันข้ามถ้าตั้งอานค่อนมาข้างหลังก็ช่วยให้กำลังกดในจานใหญ่ได้ดี แต่ละคนมีสไตล์ในการปั่นไม่เหมือนกัน ตำแหน่งอาจจะไม่มีกฎตายตัว แล้วแต่ใครคิดว่าจุดใดจุดหนึ่งที่ตนเองปั่นแล้วเกิดอาการเมื่อยล้าช้าที่สุดและน้อยที่สุด จุดนั้นเป็นจุดที่ถูกต้องแล้วสำหรับเขา โดยเแาะการปรับความสูงต่ำของอานนี้ กระผมไม่อยากจะแนะนำว่าต้องฟิกให้ตายอยู่ที่ความสูง ต่ำ เท่าที่กำหนดไว้ เพราะในทางความเป็นจริง คนเราเมื่อเริ่มการออกกำลังกายกล้ามเนื้อทุกส่วนยังไม่พร้อมที่จะรองรับแรงกดมาก ๆ และยังไม่ยืดยุ่นพอในการใช้งาน การปรับความสูง ของอานที่คิดว่าถูกต้องตามที่คำนวนไว้ ก็อาจจะมีความรู้สึกว่าสูงไปในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อได้ทำการฝึกซ้อมมาได้สักระยะหนึ่ง ร่างกายมีความฟิตเพียงพอแล้วที่จะรองรับ การปรับหลักอานในครั้งที่ผ่านไปก็จะมีความรู้สึกว่าต่ำไปบ้าง ก็ขอให้เราทำการปรับให้สูงขึ้นตามความเหมาะสมในเวลานั้น จะสังเกตุได้ง่าย ๆ กับจักรยานที่เราขี่เป็นประจำ และมีความพอดีในทุก ๆ อย่าง หลังจากนั้นเราลองหยุดพักสักประมาณ 7 วัน แล้วกลับมาขี่ใหม่ จะมีความรู้สึกว่า ทำไมหลักอานรู้สึกว่ามันจะสูงไปกว่าเดิม นี้ก็แสดงว่า ตอนที่ร่างกายไม่พร้อมกล้ามเนื้อยืดไม่เต็มที่เราจะรู้สึกว่าสูง แต่เมื่อซ้อมได้สักระยะหนึ่งแล้ว ร่ายกลับมาฟิตเหมือนเดิมก็มีความรู้สึกว่าหลักอานจะต่ำไป

ประการที่ 4 ตำแหน่งเท้าบนลูกบันได เมื่อเราปั่นจักรยานแล้วต้องปั่นด้วยปลายเท้า ไม่ใช่ส่วนกลางของเท้า แต่ถ้าปั่นด้วยปลายเท้ามากไปจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อเท้าและน่อง ตำแหน่งที่พอดีคือให้หัวแม่เท้าตกลงประมาณแกนลูกบันได้ เพราะฉะนั้นเวลาปรับเหล็กจับลูกบันได้รองเท้าที่เป็นแบบ Clipless ให้คำนึงถึงตำแหน่งฝ่าเท้าของเราด้วย

ประการที่ 5 ความยาวขาบันได นักปั่นมือโปรส่วนมากชอบใช้ความยาวขนาด 175 มม. เพราะให้พละกำลังในการปั่นมากกว่า แต่หากคนที่มีความสูงไม่เกิน 160 ซม.ก็ไม่ควรใช้ ให้ใช้ขนาดความยาว 170 มม. จะดีกว่า เพราะจะมีผลต่อการปั่นในทางขึ้นเขาและซิงเกิ้นแทรค แต่ถ้าคิดว่ามีความแข่งแกรงเพียงพอที่จะงัดความยาว 175 มม. ก็ไม่ผิดกติการใด ๆ ที่จะนำมาใช้เป็นอาวุธประจำกาย

ประการที่ 6 สัดส่วนห้องบังคับการ พื้นที่ส่วนนี้ควรกว้างขวางพอที่จะให้เราเคลื่อนไหวได้สะดวกไม่ว่าจะนั่งขี่ทางไกลก็ไม่เมื่อย หรือจะลุกขึ้นยืนโยกก็ไม่ติดขัด ท่านั่งที่ถูกนั้น ขาหลังจะต้องงอเล็กน้อย ส่วนเสาแฮนด์ (Strem) นั้นไม่ควรยาวเกินไป ระยะที่พอดีนั้นเมื่อยืดแขนสุดแล้วควรถอยหลังได้สุดอาน เพื่อถ่ายน้ำหนักตัวตอนขี่ลงเขา

ประการที่ 7 ความสูงของแฮนด์ จุดนี้ควรปรับหลังจากปรับอานแล้ว โดยทั่วไปจะอยู่ต่ำกว่าระดับอานประมาณ 2 นิ้ว โดยเล็งผลสำคัญไปที่ทวงท่าของการขี่เป็นสำคัญ ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในข้อ 6 นอกจากนี้ความสูงที่พอดีนั้นควรเอื่ออำนวยให้

ประการที่ 8 องศาและความกว้างของแฮนด์ โดยทั่วไปแฮนด์เสือภูเขาจะเข้าโค้งประมาณ 3 องศา ถ้าเราบิดมุมโค้งขึ้นเล็กน้อยให้รับกับแนวแขนก็จะทำให้ข้อมือที่จับแฮนด์เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่วนความกว้างนั้นมักจะถือเอาความกว้างของไหล่เป็นเกณฑ์กำหนด

ประการที่ 9 บาร์เอน ประโยชน์ของบาร์เอนคือ ช่วยให้ขี่ขึ้นเขาได้ดีขึ้น หรือจะใช้เป็นที่พักมือในการปั่นระยะไกล เพราะบ่อยครั้งเมื่อเราขี่เป็นระยะทางไกล มือที่กุมแฮนด์อยู่นาน ๆ จะเกิดอาการชา เราก็สามารถใช้บาร์เอนเป็นที่พักมือและควบคุมแฮนด์ได้ดีเสมือนที่เราจับแฮนด์ ฉะนั้นการปรับตั้งบาร์เอนควรจะอยู่ในลักษณะที่ไม่เชิดจนเกินไป ให้สามารถโยกรถใส่กำลังได้อย่างเต็มที่

ประการที่ 10 ตำแหน่งเบรค เราใช้เบรคหนัก ๆ ก็ในจังหวะลงเขาโดยเฉพาะทางธุรกันดาร บางครั้งต้องอยู่ในท่ากึ่งยืน ซึ่งเวลา ตั้งเบรคควรตั้งเผื่อเวลาใช้กับท่านี้ด้วย โดยให้เข้ากับข้อมือในแนวตรง เพื่อประสิทธิภาพในการเบรค และลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ถ้าเราตั้งมือเบรคให้เหมาะสมกับท่านั่ง เมื่อลุกยืนและใช้เบรคข้อมือจะงอมากเกินไป

เอาละครับคิดว่าเมื่อท่านได้อ่านบทบัญญัติ 10 ประการ จบลงแล้วคราวนี้คงต้องไปก้ม ๆ เงยกับเจ้าเสือตัวโปรดของท่านเสียบ้างแล้วละครับ แต่มีข้อแนะนำเพิ่มเติมครับ การปรับรถทั้ง 10 ประการนี้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ฉะนั้นท่านไม่ต้องไปซีเรียซกับข้อมูลเหล่านี้ให้มากนัก ให้ท่านยึดเอาหลักของสรีระของท่านมาเป็นหลัก เพราะคนเราทุกคนจะมีสรีระของร่างกายที่ไม่เหมือนกัน บางคนความสูง 160 ซม.เท่านัน แต่ไม่สามารถใช้จักรยานขนาดเดียวกันได้ เพราะอีกคนหนึ่งส่วนขาจะสั้นกว่าอีกคนหนึ่ง นี่ก็เป็นปัญหาในการที่จะซื้อจักรยานคันแรก ซึ่งจะยึดว่าความสูงเท่าไหร่ต้องใช้รถขนาดเบอร์เท่าไหร่ เป็นต้น ที่ถูกต้องควรไปลองนั่งคร่อมที่ร้านให้แน่ใจเสียก่อน หรือถ้ามีรถของเพื่อนฝูงก็ลองไปนั่งคร่อม ลองขี่ดูก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ และหวังว่าบทบัญญัติ 10 ประการนี้คงจะให้ประโยชน์กับเพื่อน ๆไม่มากก็น้อยนะครับ

วิธีคำนวณหารอบขาปั่นจักยาน

รูปภาพ
มือใหม่หัดปั่นจักรยานยอมกังวลเรื่องรอบขาต่อนาทีปั่นถูกต้องตามตำราหรือไหม?  ตามที่ได้อ่าน ได้หาความรู้ในโลกออนไลน์ จากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ แนะนำไว้แล้ว อุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีมากมาย วัดความเร็ว วัดระยะทาง เฉลี่ยค่าความเร็ว วัดรอบขา วัดชีพจรหัวใจเต้น มีหมด แต่โดยพื้นฐานจักรยานส่วนมาก มักติดเฉพาะไมล์จักรยานครับ มือใหม่หัดปั่นจึงอยากรู้ว่า รอบขาได้ตามตำราไหมละ ณ ความเร็วเฉลี่ยของจักรยาน เท่านี้ ใช้ เกียร์นี้ ตรงจานหน้า2 เฟื่อง 4 ก็พอคำนวณได้ครับ เริ่มแรกให้เอาปากกาเมจิก จุดที่เฟื่องจานหน้า 2  เพื่อนับว่าได้กี่ฟันครับ ของผมได้ 34 ฟันครับ

ต่อมานับเฟื่อง4 หลัง ของผมนับได้ 18 ฟันครับ เราก็ได้อัตราทดของเกียร์ แล้ว 34 ต่อ 18 = 1.8888
หมายความว่า ปั่นขา 1 รอบ ทำให้ล้อหมุน 1.8888 รอบครับ
มาวัดระยะทางล้อหมุน โดยเข็นรถจักรยานบนพื้นเรียบ
ทำเครื่องหมายไว้ ครบรอบล้อ แล้ววัดด้วยตลับเมตร
ของผมเป็นรถจักรยานทัวริ่ง วัดได้ 2.15 เมตร
หมายความว่าปั่น 1 รอบขา ล้อหมุน 1.8888 รอบ
ได้ระยะทางเท่ากับ 1.8888คูน 2.15 เท่ากับระยะทาง 4.0609 เมตรครับ
ความเร็วเฉลี่ยที่ผมปั่นได้โดยใช้เกียร์นี้ จาน2 เฟื่อง4
เท่ากับ 22 กม./ชม. หรือ 22 คูณ 1000 หาร 60= 366.6666 เมตร/นาที
แสดงว่าปั่นจักรยาน 366.66เมตรใช้เวลา 1นาที
ปั่นจักรยาน 1 รอบขาได้ 4.0609 เมตร
366.6666เมตร หาร 4.0609 เมตร = 90.2918 รอบ/นาที
ปั่นได้ 90.75 รอบต่อนาที ตามตำราแล้ว
สำหรับหน้าใหม่ ประมาณนี้ ก็พอใจแล้วครับ

หรือคิดตามสูตรที่เขาคิดกันครับ

ความเร็วรอบขา ต่อ นาที สูตร
(ฟันหลัง/ฟันหน้า) * (1000/เส้นรอบวงล้อหลังเป็นเมตร) * (ความเร็ว/60)
Ex (18/34) * (1000/2.15) * (22/60) = 90.2872 รอบ ต่อ นาที

/ คือ หาร, * คือ คูณ ครับ กดเครื่องคิดเลข อย่างนี้ได้ครับ 18 กดหาร 34 กดเท่ากับ กดคูณ 1000กดหาร 2.15 กดเท่ากับ กดคูณ 22 กดหาร 60 กดเท่ากับ ผลลัพธ์ 90.287266 ครับ


ขนาดวงล้อ